อาการ panic disorder

posted on 11 Oct 2009 19:29 by monkeyarctic  in healthy

เมื่อ 3 วันก่อนเกิดอาการ หัวใจเต้นแรง ใจสั่น ปั่นป่วนมวนท้อง มือสั่น มือชาเท้าชา

และอีก 10 นาทีต่อมา มีการเกร็งที่มือ จนหงิกงอ ร่างกายเกร็ง หน้ามืด เหมือนจะเป็นลม

ต้องเข้าพบแพทย์ฉุกเฉิน ได้ตรวจวัดคลื่นหัวใจ และอื่นๆเกี่ยวกับหัวใจ

มันปกติดีทุกอย่าง

คุณหมอบอกว่าเกิดจากอาการ panic และได้ยามาทาน

ทีนี้มันก้เกิดความสงสัยว่า อาการ panic disorder นี่มันคืออะไรกันแน่นะ??

ทีนี้ก็ได้เวลา google เป็นข้อมูลที่ได้มาจากหลายๆ แหล่งๆ 

โรคแพนิค (Panic Disorder)

นพ.มาโนช หล่อตระกูล, นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

จากบทหนึ่งในหนังสือ คู่มือการวิจัยและดูแลรักษาผู้ป่วยจากความวิตกกังวล.

ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: เอส ซี พรินท์, 2540.

panic disorder เป็นจัดเป็น anxiety disorders ชนิดที่พบได้บ่อย

โดยเฉพาะผู้ป่วยมักมาพบแพทย์อย่างฉุกเฉินเมื่อเกิดอาการ panic แต่ละครั้ง

เนื่องจากกลัวว่าจะเสียชีวิตในทันที หรือคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง

WHO รายงานว่ามีอุบัติการณ์ของโรคนี้ราวร้อยละ 1.1

ในประเทศไทยเองมีการศึกษาพบว่า

แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยและรักษาโรคนี้ได้อย่างถูกต้องที่ห้องฉุกเฉินมีจำนวนต่ำมาก

เพียง 1 ใน 120 รายของผู้ป่วยโรคนี้เท่านั้น ผลที่ตามมาของโรคนี้ยังก่อให้เกิด

ภาวะหรือโรคทางจิตเวช อื่นๆ ตามมาได้อีกหลายประการ 

เช่น major depression, suicide , alcohol and drug abuse

หรือกลัวไม่กล้าไปไหนคนเดียว (agoraphobia ) เป็นต้น

อันก่อความเสียหายแก่ผู้ป่วยและครอบครัวทับถมยิ่งขึ้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

 อาการ

เดิมเคยเรียกโรคนี้ว่า acute anxiety ตามความเฉียบพลันของอาการ

หรือตามการจำแนกโรคขององค์การอนามัยโลกเรียกว่า episodic paroxysmal anxiety disorder เนื่องจากอาการเกิดรุนแรงเป็นช่วงๆ

อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้คือประมาณ 25 ปี  แต่ก็พบผู้ป่วยได้ทั้งในเด็กและวัยกลางคน

ตามเกณฑ์วินิจฉัยของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันปี 1994 นั้น โรค panic disorder มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ดังนี้

1) มี panic attack (ได้แก่ การเกิดอาการต่อไปนี้ขึ้นอย่างเฉียบพลัน

: แน่นหน้าอก ใจสั่น กลัว หายใจไม่ออก เวียนศีรษะ จุกแน่นท้อง มือเท้าเย็นชา

รู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เหมือนตัวเองกำลังจะตายหรือจะเป็นบ้า)

ที่มีลักษณะเริ่มเป็นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยถึงจุดสูงสุดภายใน 10 นาที

แล้วความรุนแรงจะค่อยๆ ลดลงจนหายไปใน 60 นาที

2) เกิดอาการบ่อยๆหรือหากเป็นเพียง 1 ครั้ง ก็ต้องทำให้ผู้ป่วยมีความกลัวว่าจะเป็นซ้ำ

3) ผู้ป่วยไม่สามารถคาดล่วงหน้าได้ว่า จะเกิด panic attack ขึ้นอีกครั้งเมื่อใด(unexpected)

มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการขณะนอนหลับจนต้องตื่นขึ้น

4) อาการทั้งหมดนี้ต้องไม่ได้เกิดจากยา สารต่างๆ โรค หรือสาเหตุทางกายอื่นๆ

ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการ panic ได้

จะเห็นได้ว่า อาการ panic นั้น คล้ายกับอาการของโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ

โรคทางเดินอาหาร หรือโรคของระบบประสาทการทรงตัวอย่างมาก

เนื่องจากพบว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างศูนย์ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติกับระบบอวัยวะดังกล่าว 

ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่จึงไปพบแพทย์สาขาดังกล่าว มีรายงานว่า ผู้ป่วยในคลินิกโรคหัวใจที่มีอาการดังกล่าว

แล้วตรวจคลื่นหัวใจหรือแม้แต่สวนเส้นเลือดหัวใจผลเป็นปกติ

แท้จริงเป็น panic disorder กว่าร้อยละ 50-60

ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการของ hyperventilation syndrome ตามหลัง panic attack

ดังนั้นแพทย์จึงควรถามถึงประวัติอาการของ panic disorder ในผู้ป่วย hyperventilation ทุกราย

สาเหตุ

panic disorder เป็นผลจากทั้งปัจจัยทางชีวภาพ จิตใจ และพฤติกรรมเรียนรู้

ในช่วงทศวรรษหลังๆ มีการศึกษาจนเข้าใจถึงปัจจัยด้านชีวภาพมากขึ้น

ยังผลให้สามารถใช้ยารักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

1. สาเหตุทางชีวภาพ พบว่า panic disorder เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับด้านพันธุกรรม

แม้ว่ายังไม่สามารถระบุตำแหน่งของยีนที่เป็นปัญหาได้ชัดเจนก็ตาม

การศึกษาทางระบบสารสื่อนำประสาทพบว่า

ผู้ป่วยมีการหลั่งของ norepinephrine จาก locus ceruleus nucleus

บริเวณ floor ของ 4th ventricle สูงขึ้น

2. สาเหตุด้านจิตใจ พบว่าผู้ป่วยมักกำลังเผชิญกับ separation anxiety คล้ายกับเหตุการณ์ในวัยเด็กอีกครั้ง

3. สาเหตุทางพฤติกรรมเรียนรู้ มักใช้ในการอธิบาย agoraphobia ซึ่งเกิดตามหลัง panic disorder

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายเกิดโรคนี้โดยมีบทบาทของแต่ละสาเหตุหนักเบาไม่เท่ากัน

 เช่น บางคนกำลังมีความกังวลกับเรื่องในชีวิตมาก โดยที่ไม่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมมาก่อน

 ในขณะที่บางคน อาจไม่มีเรื่องกังวลกระตุ้นเลย แต่เกิดมีโรคเพราะปัจจัยทางชีวภาพก็ได้

พบว่าผู้ป่วยบางคนเกิดอาการเมื่อมีการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติจากภายในร่างกายเองขึ้นก่อน

 เช่น การหิว แน่นท้อง แล้วส่งสัญญาณประสาทไปกระตุ้น locus ceruleus อีกต่อหนึ่ง

อ่านต่อได้ที่ cradid: http://www.ramamental.com/panic.html

กลุ่มอาการหายใจเกิน (Hyperventilation syndrome)

ข้อน่ารู้

โรคนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า กลุ่มอาการหายใจเกิน (Hyperventilation syndrome)บางทีก็เรียกว่า โรคหอบจากอารมณ์ คำว่า กลุ่มอาการมีความหมายว่า จะมีอาการหลายๆอย่างปรากฏพร้อมกัน กล่าวคือ เมื่อมีอาการหายใจหอบลึกและเร็วอยู่พักใหญ่จะทำให้เกิดอาการมือและเท้าทั้งสี่ จีบเกร็งคลัายเป็นตะคริวขึ้นพร้อมกัน คนบางคนเมื่อมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจจะเกิดอาการหายใจหอบลึกและเร็วอัตโนมัติ ซึ่งเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว หรือจิตใต้สำนึกจัดเป็นโรคประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุด้านอารมณ์และจิตใจ โดยไม่มีความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด

ชายหรือหญิงใครมีความเสี่ยงมากกว่ากัน
พบว่าในหญิงจะโอกาสมากกว่าชาย โดยเฉพาะในหญิงสาวอายุ 15-30ปี

อาการ
อาการหายใจหอบลึกและมือเท้าจีบเกร็งเกิดขึ้นทันทีทันใดหลังมีความเครียดทางอารมณ์ เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่ต้องการการบำบัดทางสุขภาพจิตซึ่งมักจะหายขาดได้เมื่อคน ไข้สามารถพัฒนาจิตใจ จนสามารถเผชิญกับความเครียดได้

สาเหตุอื่นนอกจากอารมณ์
กลุ่มอาการหายใจเกินนอกจากจะมีสาเหตุจากอารมณ์ก็ยังเกิด จากอาการปวด เช่น ปวดศีรษะ ปวดประจำเดือน ได้อีกทางหนึ่ง นอกจากหายใจหอยลึกโดยที่ไม่มีอาการเท้าจีบเกร็งร่วมด้วย ควรคิดถึงสาเหตุอื่นได้อีกด้วยคือ ภาวะเลือดเป็นกรด ภาวะหัวใจวาย ภาวะโรคหืด

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
- ไม่ได้มีประวัติว่ามีเรื่องขัดใจก่อนมีอาการ
- มีเพียงอาการหายใจหอบโดยไม่มีอาการมือจีบเกร็ง หรือมีเพียงอาการมือจีบเกร็ง แต่ไม่หายใจหอบ
- เมื่อมีอาการเจ็บป่วยทางกายอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคหืด โรคปวด โรคหัวใจ โรคไตพิการ ท้องเดิน เบื่ออาหาร ซีด เท้าบวม เป็นต้น
- ให้การดูแลรักษาเบื้องต้น (ปฐมพยาบาล) แล้วยังไม่ทุเลา
- ไม่แน่ใจหรือมีความวิตกกังวล


การดูแลรักษาตนเอง
คนที่มีอาการหายใจหอบลึกร่วมกับอาการมือเท้าเกร็ง หากแน่ใจว่าเป็นจากอาการกลุ่มอาการหายใจเกิน เนื่องจากความเครียด ก็ควรให้การดูแลรักษาดังนี้ ญาติหรือคนใกล้ชิดควรทำความเข้าใจ และสืบหาสาเหตุของการขัดใจ แล้วหาทางแก้ไขไปตามเหตุผลอันเหมาะสม ควรปลอบและให้กำลังใจคนไข้ แต่ก็ไม่เอาใจหรือ ตามใจคนไข้จนเกินเหตุไม่ต้องตกอกตกใจต่ออาการที่เกิดกับคนไข้ เพราะจะไม่มีอันตรายทั้งสิ้น แก้ไขอาการด้วยการให้คนไข้สูดดมแอมโมเนีย โดยเอาสำลีชุบแอมโมเนียจ่อที่จมูกคนไข้ติดต่อกันซัก 10-15 นาที ความอุ่นของแอมโมเนียอาจทำให้คนไข้กลั้นหายใจ ซึ่งจะแก้ไขปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นให้กลับสู่สมดุลตามปกติ ทำให้อาการมือเท้าจีบเกร็งหาย เป็นปกติได้เอง ถ้ายังไม่ได้ผลและแน่ใจว่าไม่เกิดจากสาเหตุอื่น ก็ควรใช้กระดาษทำเป็นรูปกรวย เปิดรูตรงปลายกรวยไว้ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร แล้วเอาปากกรวยครอบตรงปากและจมูกของคนไข้ ให้คนไข้หายใจในกรวยกระดาษนี้นาน 10-15 นาที เพื่อนำเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่กระแสเลือด จะช่วยให้เลือดลดความเป็นด่างลง และแคลเซี่ยมในเลือดกลับสู่ระดับปกติ ซึงจะทำให้มือเท้าหายเกร็งในที่สุด ควรหาทางป้องกันด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจิตของคนไข้ และฝึกให้คนไข้รู้จักเผชิญกับปัญหาต่างๆให้ดีขึ้น รวมทั้งปรับสภาพแวดล้อม (ครอบครัว และคนรอบข้าง) ที่อาจเป็นต้นเหตุของปัญหาการขัดใจของคนไข้ 
 cradit : http://mupan.multiply.com/reviews/item/3

 

hyperventilation syndrome เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดอย่างรุนแรง จนร่างกายตอบสนองโดยการหายใจเร็ว ซึ่งทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายเสียสมดุล จนหมดสติ หรือมีอาการชา กล้ามเนื้อกระตุก

การใช้ถุงกระดาษครอบ เพื่อที่จะให้ร่างกายได้ลดการรับออกซิเจน และเพิ่มรับก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้อัตราการหายใจช้าลง

การรักษาต่อเนื่อง คือ การพักผ่อนให้พอเพียง การจัดการกับความเครียด ค้นหาสาเหตุอื่นๆ เพื่อวางแผนการรรักษาต่อไป

* รศ.นพ.เดชา ลลิตอนันต์พงศ์

อื่นๆที่น่าสนใจ

หายใจเร็วhyperventilation อย่าทำเลียนแบบหนัง by-หมอแมว-

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=417865

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet